ส่องกล้องคีบสิ่งแปลกปลอม ไม่ผ่าตัด ทางออกเมื่อสัตว์เลี้ยงกลืนของแปลก
- phyathai7 pet care
- Jul 3
- 2 min read

การส่องกล้องคีบสิ่งแปลกปลอม เป็นนวัตกรรมการรักษาทางเดินอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีประสิทธิภาพสูงโดย “ไม่ต้องผ่าตัด” เหมาะสำหรับกรณีที่สัตว์เลี้ยงเผลอกลืนวัตถุแปลกปลอมเข้าไปแล้ววัตถุนั้นยังตกค้างอยู่ในบริเวณหลอดอาหารหรือกระเพาะอาหาร วิธีนี้ช่วยลดความบอบช้ำของร่างกาย ลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ และช่วยให้น้องหมา น้องแมวฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีแผลผ่าตัดใหญ่บริเวณหน้าท้อง
สำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง คงไม่มีฝันร้ายใดจะน่ากลัวไปกว่าการที่อยู่ดี ๆ น้องหมาหรือน้องแมวสุดที่รักแอบไปกลืนสิ่งแปลกปลอมเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นเศษกระดูก ชิ้นส่วนของเล่น เชือก ด้าย หรือแม้กระทั่งเหรียญภายในบ้าน ซึ่งปัญหา สิ่งแปลกปลอมในทางเดินอาหารสัตว์ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ในอดีตทางออกเดียวเมื่อสัตว์เลี้ยงกลืนของแปลกคือการผ่าเปิดช่องท้อง แต่ในปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าไปมาก ทำให้เรามี วิธีเอาสิ่งแปลกปลอมออกโดยไม่ผ่าตัด ซึ่งบทความนี้จะพาเจ้าของทุกท่านไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับนวัตกรรมการส่องกล้อง ขั้นตอนการรักษา และการดูแลอย่างถูกวิธี
สัตว์เลี้ยงกินสิ่งแปลกปลอมเข้าไป อันตรายไหม ?
การที่สัตว์เลี้ยงกินสิ่งแปลกปลอมเข้าไปเป็นอันตรายอย่างยิ่ง โดยความรุนแรงมีตั้งแต่ทำให้เกิดการระคายเคือง ทางเดินอาหารอุดตัน ไปจนถึงเนื้อเยื่อกระเพาะหรือลำไส้ทะลุซึ่งนำไปสู่การติดเชื้อในกระแสเลือดและเสียชีวิตได้ ความอันตรายจะขึ้นอยู่กับชนิด ขนาด รูปร่าง และตำแหน่งที่สิ่งแปลกปลอมนั้นเข้าไปติดอยู่ ดังนั้นหากเจ้าของสงสัยว่าสัตว์เลี้ยงกลืนของแปลกเข้าไป ไม่ควรนิ่งนอนใจและต้องรีบพาไปพบสัตวแพทย์ทันที
สิ่งแปลกปลอมที่สัตวแพทย์พบบ่อยในสัตว์เลี้ยง
พฤติกรรมตามธรรมชาติของสุนัขและแมวมักชอบสำรวจสิ่งต่าง ๆ ด้วยการดมและคาบ สิ่งแปลกปลอมที่มักพบว่าหลุดเข้าสู่ร่างกายบ่อย ๆ ได้แก่

เชือก ด้าย หรือสายแมสก์: มักพบปัญหานี้ในน้องแมว ดังจะเห็นได้จากคำถามที่ทาสแมวมักพบถามกันเข้ามาบ่อย ๆ คือ แมวกินเชือก กินด้าย ต้องทำยังไง ขอบอกว่าเชือกจัดเป็นสิ่งแปลกปลอมที่อันตรายมาก เพราะมันสามารถเข้าไปบาดหรือทำให้ดึงลำไส้ให้พับเข้าหากันและเกิดปัญหาเนื้อตายตามมาได้
ชิ้นส่วนของเล่น: เจ้าของหลายคนมักสงสัยว่า สุนัขกินของเล่นเข้าไปอันตรายไหม คำตอบคืออันตรายมากหากของเล่นชิ้นนั้นมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะขับถ่ายออกมาได้ หรือเป็นพลาสติกแข็งที่มีความคม
เศษกระดูก: กระดูกไก่ กระดูกหมู เมื่อถูกเคี้ยวจะมีความแหลมคมคล้ายเข็ม ซึ่งสามารถทิ่มแทงหลอดอาหารและกระเพาะอาหารให้ทะลุได้ง่าย
ถุงพลาสติก หนังยาง: แม้จะดูไม่มีความคม แต่หากรวมกันเป็นก้อนใหญ่จะส่งผลให้เกิด อาการสิ่งแปลกปลอมอุดตันในลำไส้สัตว์ได้
ก้อนหิน เหรียญ หรือถ่านไฟฉาย: มีน้ำหนักมาก มักจะตกค้างอยู่ในกระเพาะอาหารและไม่สามารถเคลื่อนผ่านไปเองได้ โดยเฉพาะถ่ายไฟฉายที่อาจปล่อยสารพิษออกมาทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาได้อีกด้วย
อาการเด่นที่บ่งบอกว่าสัตว์เลี้ยงกลืนของแปลก
หากคุณไม่ได้บังเอิญเห็นตอนที่น้องกลืนเข้าไปต่อหน้าต่อตา ให้สังเกตสัญญาณเตือนเหล่านี้
อาเจียนเพราะสิ่งแปลกปลอม: น้องหมา น้องแมวจะมีพฤติกรรมอาเจียนบ่อย พยายามขย้อนอาหาร หรือขย้อนออกมาเป็นฟองโฟมหลังจากกินน้ำหรืออาหาร
ซึมและเบื่ออาหาร: ปฏิเสธอาหารโปรด นอนนิ่ง ไม่ร่าเริงเหมือนเคย
แสดงอาการเจ็บปวดที่ช่องท้อง: มีพฤติกรรมโก่งโค้งงอตัว หรือร้องครางเมื่อไปจับบริเวณท้อง
ท้องอืด หรือถ่ายไม่ออก: หากสิ่งแปลกปลอมเคลื่อนไปอุดตันที่ลำไส้ น้องหมา น้องแมวจะไม่สามารถขับถ่ายได้ หรืออาจถ่ายออกมาเป็นมูกเลือด
ส่องกล้องคีบสิ่งแปลกปลอม คืออะไร ? มีหลักการอย่างไร ?
ส่องกล้องคีบสิ่งแปลกปลอมในสัตว์เลี้ยง (endoscopy) คือหัตถการที่ใช้กล้องส่องทางเดินอาหาร (endoscope) ซึ่งมีลักษณะเป็นท่อขนาดเล็ก ยาว และยืดหยุ่นได้ สอดเข้าทางช่องปากผ่านหลอดอาหารลงไปยังกระเพาะอาหาร เพื่อค้นหา ตรวจสอบ และใช้อุปกรณ์คีบพิเศษที่อยู่ปลายสายหนีบเอาสิ่งแปลกปลอมออกมา โดยที่ตัวสัตว์เลี้ยงไม่มีบาดแผลจากการผ่าตัดใด ๆ โดยท่อที่สอดเข้าไปจะส่งสัญญาณภาพจากกล้องความละเอียดสูงปลายสายขึ้นสู่หน้าจอมอนิเตอร์ ทำให้สัตวแพทย์สามารถมองเห็นสภาพภายในทางเดินอาหารได้อย่างชัดเจนแบบ real-time เมื่อสัตวแพทย์ตรวจพบสิ่งแปลกปลอมก็จะทำการสอดอุปกรณ์คีบผ่านช่องเปิดขนาดเล็กในสายกล้อง เพื่อเข้าไปจับ ยึด และค่อย ๆ หยิบเอาสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นย้อนกลับออกมาทางช่องปากอย่างนุ่มนวลและปลอดภัย
ข้อดีของการส่องกล้อง แบบไม่ต้องผ่าตัด

ข้อดีที่เด่นชัดที่สุดของการเลือกใช้วิธีส่องกล้อง คือสัตว์เลี้ยงจะไม่ต้องเจ็บตัวจากการผ่าเปิดช่องท้อง ไม่ต้องผ่ากระเพาะอาหาร ไม่เกิดแผล ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อในช่องท้อง และย่นระยะเวลาการพักฟื้นจากเป็นสัปดาห์ให้เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง วิธีนี้จึงเป็นทางเลือกอันดับหนึ่งที่สัตวแพทย์แนะนำหากประเมินแล้วว่าสิ่งแปลกปลอมยังคงติดอยู่ในตำแหน่งที่กล้องเข้าถึงได้
ความแตกต่างของการส่องกล้องคีบสิ่งแปลกปลอมกับการผ่าเปิดช่องท้อง สามารถเปรียบเทียบได้จากตารางด้านล่างนี้
หัวข้อเปรียบเทียบ | การส่องกล้องเอาสิ่งแปลกปลอมออก | การผ่าตัดเปิดช่องท้อง (Laparotomy) |
บาดแผลภายนอก | ไม่มีแผลผ่าตัด เพราะสอดอุปกรณ์เข้าทางปาก | มีแผลผ่าตัดยาวบริเวณหน้าท้อง |
ความบอบช้ำของเนื้อเยื่อ | ต่ำมาก มีเพียงการระคายเคืองหลอดอาหารเล็กน้อย | สูง เนื่องจากต้องกรีดเปิดทั้งผนังท้องและกระเพาะ |
ระยะเวลาพักฟื้น | ฟื้นตัวไว สามารถกลับบ้านได้ภายในวันที่ทำหัตถการ | ต้องพักฟื้นในโรงพยาบาลอย่างน้อย 3-5 วัน เพื่อดูแลแผล |
ความเสี่ยงหลังทำ | ความเสี่ยงจากการส่องกล้องต่ำมาก สัตว์อาจมีอาการเจ็บคอหรือไอเล็กน้อย | ความเสี่ยงจากแผลสูง เสี่ยงแผลปริ รวมถึงการติดเชื้อในช่องท้อง |
การจำกัดพฤติกรรม | ไม่จำเป็นต้องจำกัดพฤติกรรมการใช้ชีวิตหลังทำหัตถการ ไม่จำเป็นต้องใส่คอลลาร์กันเลียแผล | ต้องใส่คอลลาร์ และห้ามวิ่งกระโดดอย่างเคร่งครัด |
ส่องกล้อง (Endoscopy) ในสัตว์เลี้ยง ใช้แก้ปัญหาอะไรได้บ้าง?
เทคโนโลยีการส่องกล้องทางเดินอาหารสัตว์เลี้ยง ไม่เพียงแต่มีประโยชน์ในการคีบสิ่งแปลกปลอมในกระเพาะสุนัข หรือคีบสิ่งแปลกปลอมในแมวเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่สัตวแพทย์ใช้ในการวินิจฉัยและรักษาโรคในระบบทางเดินอาหารอื่น ๆ ได้อย่างหลากหลาย เช่น
การเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อ (biopsy): ในกรณีที่สัตว์เลี้ยงมีอาการอาเจียนหรือท้องเสียเรื้อรัง สัตวแพทย์สามารถส่องกล้องเข้าไปแล้วใช้คีมขนาดเล็กตัดชิ้นเนื้อเยื่อบุกระเพาะหรือลำไส้ไปทำการตรวจเพิ่มเติม เช่น ส่องดูเซลล์ หาเซลล์มะเร็ง หรือวินิจฉัยภาวะลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD) ได้โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่
ตรวจประเมินแผลในกระเพาะอาหาร: ช่วยให้เห็นการอักเสบ จุดเลือดออก หรือแผลหลุมภายในกระเพาะอาหารได้อย่างแม่นยำ
ขยายหลอดอาหารที่ตีบแคบ (stricture dilation): ในสัตว์เลี้ยงที่มีปัญหาหลอดอาหารตีบตัวจากพังผืด สัตวแพทย์สามารถส่องกล้องเข้าไปเพื่อทำการขยายทางเดินอาหารให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ
อ่านต่อ:
ขั้นตอนการส่องกล้องคีบสิ่งแปลกปลอม ทำยังไงบ้าง ?
การส่องกล้องคีบสิ่งแปลกปลอมเป็นหัตถการที่ต้องทำภายใต้การวางยาสลบอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินอาหารและวิสัญญีสัตวแพทย์คอยดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงเกิดความเครียด ดิ้น หรือสำลักในระหว่างที่สอดกล้องเข้าไป โดยทั่วไปกระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนและลักษณะของสิ่งแปลกปลอมนั้น ๆ

ขั้นตอนการรักษามาตรฐาน มีดังต่อไปนี้
การตรวจร่างกายและวินิจฉัยภาพ: เมื่อมาถึงโรงพยาบาล สัตวแพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจเลือดเพื่อประเมินความพร้อมในการวางยาสลบ และทำการ x-ray หรืออัลตราซาวนด์ เพื่อระบุตำแหน่ง ขนาด และชนิดของสิ่งแปลกปลอมให้แน่ใจก่อนว่าวัตถุนั้นยังอยู่ในกระเพาะอาหารและยังไม่เคลื่อนลงสู่ลำไส้เล็ก
การวางยาสลบและติดตั้งอุปกรณ์: เมื่อร่างกายพร้อม น้องหมาหรือน้องแมวจะได้รับการวางยาสลบและใส่ท่อช่วยหายใจเพื่อความปลอดภัยสูงสุด จากนั้นจะมีการจัดท่าทางให้อยู่ในท่าที่เหมาะสมต่อการสอดกล้อง
การสอดกล้องและทำการคีบออก: สัตวแพทย์สอดสายกล้องผ่านทางปาก ลงสู่หลอดอาหารและกระเพาะอาหาร เมื่อเจอสิ่งแปลกปลอมจะประเมินมุมและเลือกใช้อุปกรณ์คีบที่เหมาะสมจับวัตถุนั้น แล้วค่อย ๆ ดึงย้อนกลับออกมาอย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันไม่ให้บาดเนื้อเยื่อภายในทางเดินอาหาร
การตรวจเช็กความเรียบร้อย: หลังจากนำสิ่งแปลกปลอมชิ้นหลักออกแล้ว สัตวแพทย์จะส่งกล้องกลับเข้าไปตรวจเช็กซ้ำอีกครั้ง เพื่อดูว่ามีเศษหลงเหลืออยู่หรือไม่ พร้อมทั้งประเมินว่ามีแผลฉีกขาดหรือจุดเลือดออกภายในกระเพาะอาหารหรือไม่ ก่อนจะส่งน้องหมาหรือน้องแมวเข้าห้องพักฟื้นเพื่อรอเวลาตื่นจากยาสลบอย่างปลอดภัยต่อไป
หลังส่องกล้องสัตว์เลี้ยงต้องดูแลยังไง ?
การดูแลสัตว์เลี้ยงหลังรับบริการส่องกล้องคีบสิ่งแปลกปลอมนั้นเรียบง่ายและไม่ยุ่งยากเนื่องจากไม่มีแผลเย็บภายนอก สิ่งสำคัญคือการงดอาหารและน้ำในช่วง 2-4 ชั่วโมงแรกหลังตื่นสนิทตามคำสั่งของสัตวแพทย์ เพื่อให้ระบบทางเดินอาหารและกล้ามเนื้อหลอดอาหารได้พักฟื้นตัว หลังจากนั้นจึงจะเริ่มกระบวนการป้อนอาหารอย่างระมัดระวัง และใช้ชีวิตได้ตามปกติต่อไป
คำแนะนำในการดูแลที่เจ้าของสามารถทำได้ที่บ้าน มีดังนี้
เริ่มจากอาหารอ่อน ย่อยง่าย: ในช่วง 1-3 วันแรก ควรให้อาหารสูตรพักฟื้น อาหารเปียก หรืออาหารเม็ดแช่น้ำจนนิ่ม โดยแบ่งให้เป็นมื้อย่อย ๆ วันละ 4-5 มื้อ เพื่อลดการทำงานหนักของกระเพาะอาหารที่อาจยังระคายเคืองอยู่
สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด: เฝ้าระวังว่าน้องหมาหรือน้องแมวมีอาการอาเจียน ขย้อน น้ำลายไหลยืด หรืออาการผิดปกติอื่นใดหรือไม่ หากพบอาการผิดปกติควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์ทันที
ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ: สิ่งสำคัญที่สุดคือการจัดบ้านใหม่ เก็บสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ ยางรัดผม ถุงพลาสติก หรือของเล่นชิ้นเล็ก ๆ ให้พ้นจากรัศมีที่น้องหมา น้องแมวจะเอื้อมถึง หลีกเลี่ยงการซื้อของเล่นที่ไม่ได้มาตรฐานหรือชิ้นเล็กเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์น้องหมาหรือน้องแมวกินสิ่งแปลกปลอมแบบนี้ซ้ำอีกในอนาคต
ส่องกล้องคีบสิ่งแปลกปลอม ทางเลือกที่ช่วยเลี่ยงการผ่าตัด
การส่องกล้องคีบสิ่งแปลกปลอม ถือเป็นทางออกที่ช่วยเปลี่ยนเรื่องใหญ่และน่ากังวลใจของคนรักสัตว์เลี้ยงให้กลายเป็นเรื่องที่ปลอดภัยและนุ่มนวลต่อตัวสัตว์เลี้ยงมากที่สุด วิธีนี้ช่วยตัดความกังวลเรื่องแผลผ่าตัดใหญ่ อาการเจ็บปวด และการพักฟื้นที่ยาวนานออกไปได้อย่างสิ้นเชิง ทำให้น้อง ๆ กลับมาสดใส ร่าเริง และใช้ชีวิตตามปกติกับเราได้ในเวลาอันรวดเร็ว
หากคุณกำลังมองหาโรงพยาบาลสัตว์ที่มีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรและเครื่องมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินสัตว์เลี้ยงเผลอกลืนของแปลกปลอมเข้าไป สามารถพาน้อง ๆ มารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาได้อย่างทันท่วงทีที่ โรงพยาบาลสัตว์พญาไท 7 เรามีศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและนวัตกรรมการส่องกล้องที่ทันสมัย พร้อมทีมสัตวแพทย์เฉพาะทางที่พร้อมดูแลและช่วยเหลือสัตว์เลี้ยงของคุณตลอด 24 ชั่วโมง โดยเจ้าของสามารถเข้ามาติดต่อเพื่อตรวจเช็กและประเมินความเหมาะสมในการทำการส่องกล้องกระเพาะอาหารสุนัข ราคา และรายละเอียดค่าบริการที่เหมาะสมกับเคสของน้อง ๆ ได้ทันที
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการส่องกล้องคีบสิ่งแปลกปลอม (FAQ)
Q: สัตว์เลี้ยงกินสิ่งแปลกปลอม ต้องผ่าตัดทุกเคสไหม ?
A: ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกเคส หากสิ่งแปลกปลอมนั้นยังมีขนาดไม่ใหญ่มาก และจากการ x-ray พบว่าวัตถุนั้นยังคงติดค้างอยู่ในทางเดินอาหารส่วนต้น เช่น หลอดอาหาร หรือกระเพาะอาหาร สัตวแพทย์สามารถใช้วิธีส่องกล้องเพื่อคีบออกมาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่หากวัตถุนั้นเคลื่อนลงสู่ลำไส้เล็กไปแล้ว หรือเป็นวัตถุที่มีขนาดใหญ่และคมเกินกว่าจะดึงย้อนกลับทางหลอดอาหารได้ การผ่าตัดเปิดช่องท้องจะยังคงเป็นวิธีที่จำเป็น
Q: ควรพาสัตว์เลี้ยงไปหาหมอภายในกี่ชั่วโมงหลังกลืนสิ่งแปลกปลอม?
A: ควรพาไปพบสัตวแพทย์โดยเร็วที่สุด ทันทีที่รู้ตัว หรือภายใน 1-2 ชั่วโมงแรก เนื่องจากในช่วงเวลานี้ สิ่งแปลกปลอมส่วนใหญ่จะยังตกค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สัตวแพทย์สามารถใช้การส่องกล้องคีบออกมาได้ง่ายที่สุด หากปล่อยทิ้งไว้นาน วัตถุอาจเคลื่อนตัวเข้าสู่ลำไส้เล็ก ซึ่งจะทำให้หมดโอกาสในการส่องกล้องและต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีผ่าตัด
Q: การส่องกล้องต่างจากการผ่าตัดยังไง ?
A: การส่องกล้องคือการสอดท่อกล้องเข้าทางช่องเปิดธรรมชาติของร่างกาย (ช่องปาก) จึงไม่มีการกรีดผิวหนัง ไม่มีบาดแผลภายนอก และบอบช้ำน้อยมาก ส่วนการผ่าตัดคือการใช้ใบมีดกรีดเปิดผิวหนัง ผ่านกล้ามเนื้อหน้าท้อง และกรีดเปิดทางเดินอาหารเพื่อหยิบวัตถุออก ทำให้มีแผลเย็บ เจ็บปวดมากกว่า และต้องใช้เวลาดูแลแผลนานกว่า
Q: การส่องกล้อง ต้องวางยาสลบไหม ?
A: การส่องกล้องต้องวางยาสลบ เนื่องจากในกระบวนการส่องกล้อง สัตวแพทย์ต้องสอดท่อยาวผ่านเข้าทางปากและคอหอยลงไป หากสัตว์เลี้ยงรู้สึกตัว พวกเขาจะขัดขืน ดิ้น เคี้ยวสายกล้อง หรือเกิดอาการขย้อนและสำลัก ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมาก การวางยาสลบอย่างเต็มรูปแบบจึงช่วยให้น้องนอนนิ่ง ไม่เจ็บปวด และช่วยให้สัตวแพทย์ทำงานได้อย่างแม่นยำและปลอดภัยที่สุด
Q: หลังส่องกล้อง สัตว์เลี้ยงต้องพักฟื้นนานไหม ?
A: การส่องกล้องใช้ระยะเวลาพักฟื้นสั้นมาก โดยทั่วไปหลังจากตื่นจากยาสลบสนิทและสัตวแพทย์สังเกตอาการดูความเรียบร้อยประมาณ 2-4 ชั่วโมง หากน้อง ๆ ไม่มีอาการอาเจียนหรือแทรกซ้อนใด ๆ เจ้าของก็สามารถรับน้องกลับไปดูแลต่อที่บ้านได้ทันทีในวันเดียวกัน โดยน้องหมาหรือน้องแมวจะกลับมาร่าเริงกินอาหารได้ปกติภายใน 1-2 วัน
ตรวจบทความโดย
น.สพ.ปราชญ์ หมายหาทรัพย์ (หมอปราชญ์) D.V.M, MS.c, DTBVS, CASVM (neurology)
ศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ Orthopedic Center / ศูนย์ศัลยกรรมระบบประสาท Neuro-Surgery/ศูนย์ผ่าตัดเนื้อเยื่ออ่อนและผ่าตัดแผลเล็ก Soft Tissue and Minimal Invasive Surgery






Comments