ลิวคีเมียแมว โรคร้ายที่ป้องกันได้ รู้เท่าทันสาเหตุและอาการก่อนสายเกินไป
- phyathai7 pet care
- 6 days ago
- 2 min read

หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ “โรคลิวคีเมีย” แต่รู้ไหมว่า แมวก็เป็นโรคลิวคีเมียได้นะ และยังเป็นโรคที่พบได้บ่อยอีกด้วย เพราะในแมว มีเชื้อไวรัสที่สามารถเหนี่ยวนำให้เกิดโรคลิวคีเมียได้ที่ชื่อว่า “Feline Leukemia Virus (FeLV)”
ถ้าเทียบกับโรคหัดแมวที่ทำให้น้องแมวป่วยและอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว โรคลิวคีเมียแมวจะเหมือนเป็นเพชรฆาตเงียบที่ค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไป ทำให้ร่างกายน้องแมวค่อย ๆ อ่อนแอลง ในบางครั้งที่ตรวจพบว่าน้องแมวติดเชื้อไวรัสลิวคีเมียแมว (FeLV) เราอาจยังเห็นได้ว่าน้องแมวยังดูแข็งแรงอยู่ และน้องแมวที่ดูแข็งแรงนั้นก็อาจเป็นพาหะพาเชื้อไปติดสู่น้องแมวตัวอื่นได้ และในระยะยาวโรคนี้เป็นโรคที่ทำให้น้องแมวป่วยเรื้อรัง จนเมื่อไวรัสเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน จนภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ทำให้น้องแมวมีอายุที่สั้นลงได้
และที่สำคัญคือโรคนี้ ถ้าติดขึ้นมาแล้ว “ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้” แต่อย่างไรก็ดีการจัดการโรคนี้ในน้องแมวก็ยังถือว่ามีความหวัง เพราะแม้โรคนี้รักษาไม่หาย แต่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน
ลิวคีเมียแมว คืออะไร
“โรคลิวคีเมียแมวเกิดจากอะไร?” โรคลิวคีเมียแมว เกิดจากเชื้อไวรัส Feline Leukemia Virus (FeLV) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มไวรัสที่สามารถแทรกซึมไปถึง DNA ของน้องแมวได้ เมื่อน้องแมวติดเชื้อนี้จะเสมือนเป็นการต่อสู้กันระหว่างระบบภูมิคุ้มกันของน้องแมวและเชื้อไวรัส ถ้าภูมิคุ้มกันแข็งแรงมากพอที่จะกำจัดเชื้อได้ทันก่อนที่ตัวเชื้อจะแทรกซึมในร่างกาย น้องแมวก็จะถือว่ากำจัดเชื้อได้สำเร็จ แต่ในทางกลับกัน หากช่วงเวลานั้นภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เชื้อไวรัสจะเข้าไปแฝงตัวอยู่ในระดับเซลล์อย่างถาวร ส่งผลให้โรคนี้ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และพร้อมจะแสดงอาการออกมาได้ทุกเมื่อที่น้องแมวมีสุขภาพอ่อนแอลง
ไวรัส FeLV สามารถโจมตีระบบภูมิคุ้มกัน ลามไปถึงเซลล์ต้นกำเนิดในไขกระดูก ส่งผลให้น้องแมวตกอยู่ในสภาวะ "ภูมิคุ้มกันบกพร่อง" ร่างกายจึงสูญเสียความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อโรคทั่วไปอย่าง แบคทีเรีย หรือเชื้อรา นอกจากนี้ FeLV ยังเป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้เกิดโรคร้ายแรงอย่าง โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในแมว และภาวะโลหิตจางอย่างรุนแรง ซึ่งอันตรายถึงชีวิต
โรคนี้ไม่เลือกสายพันธุ์หรือแหล่งที่อยู่ ไม่ว่าจะเป็นแมวเลี้ยงในบ้านหรือแมวจรก็มีความเสี่ยงหากไม่มีภูมิคุ้มกัน การป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยการฉีดวัคซีน จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างเกราะคุ้มกันให้กับน้องแมว ก่อนที่จะสายเกินไป
สาเหตุและการแพร่เชื้อของลิวคีเมียแมว
สาเหตุโรคลิวคีเมียแมว ส่วนใหญ่แล้วเชื้อไวรัสลิวคีเมียแมว (FeLV)จะแพร่ผ่านน้ำลายเป็นหลัก หรืออาจไปทางอุจจาระ ปัสสาวะ หรือน้ำนม ซึ่งเหตุการณ์ที่มักเกิดการแพร่เชื้อลิวคีเมียแมว ได้แก่ การคลุกคลีใกล้ชิด เช่น การเลียขนให้กัน การใช้ชามอาหารหรือกระบะทรายร่วมกัน บางทีเลยถือว่าโรคลิวคีเมียแมวเป็น “โรคแมวรักกัน” แต่อย่างไรก็ดีโรคนี้ก็ยังสามารถติดผ่านการกัดกันหรือจากแม่สู่ลูกได้เช่นกัน
กลุ่มเสี่ยงสูงจึงเป็นน้องแมวที่มีโอกาสคลุกคลีกับแมวแปลกหน้า เช่น น้องแมวตัวผู้ที่ยังไม่ทำหมันซึ่งชอบมีพฤติกรรมหนีเที่ยว มีโอกาสออกไปฟัดกับแมวนอกบ้าน รวมถึงแมวที่เลี้ยงแบบระบบเปิด หรือแมวที่อาศัยอยู่ร่วมกันเป็นฝูงใหญ่โดยไม่มีการคัดกรองโรคและใช้ข้าวของร่วมกัน
ดังนั้นหากคุณกำลังจะรับสมาชิกแมวตัวใหม่เข้าบ้าน อย่าลืมทำการกักตัว ตรวจหาเชื้อลิวคีเมียแมว และทำวัคซีนให้เรียบร้อย ก่อนนำไปเลี้ยงรวมกับน้องแมวเจ้าบ้าน เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อภายในบ้าน

อาการของแมวที่เป็นลิวคีเมีย
ต้องบอกว่าเมื่อน้องแมวแต่ละตัวติดเชื้อ FeLV เข้าไปจะแสดงอาการแมวเป็นลิวคีเมียไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ขึ้นกับภูมิคุ้มกันของน้องแมว ในระยะแรกที่ได้รับเชื้อ น้องแมวอาจไม่แสดงอาการอะไรเลย แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนเชื้อเพิ่มจำนวนขึ้น ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง น้องแมวอาจเริ่มแสดงอาการดังนี้
ซึม เบื่ออาหาร
น้ำหนักลดลงอย่างต่อเนื่อง
ขนหยาบ ไม่เงางาม
ต่อมน้ำเหลืองโต
มีไข้ต่อเนื่อง
สีเหงือกและเยื่อเมือกซีด
เหงือกและช่องปากอักเสบ
พบการติดเชื้อตามระบบต่าง ๆ เช่น ผิวหนัง ทางเดินปัสสาวะ ทางเดินหายใจ
ถ่ายเหลวอย่างต่อเนื่อง
พบอาการชัก อาการทางระบบประสาท หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป
พบความผิดปกติที่ลูกตา
แท้งลูก หรือพบความผิดปกติทางระบบสืบพันธุ์
ฉะนั้นในเมื่อน้องแมวที่เป็นโรคอาจดูเหมือนกับน้องแมวปกติอย่างแยกไม่ออก และอาจเป็นพาหะเงียบส่งต่อเชื้อไปสู่ตัวอื่นได้ ดังนั้นเราจึงควรพาน้องแมวมาตรวจโรคลิวคีเมียแมวและทำวัคซีนเป็นประจำ และที่สำคัญหากน้องแมวเริ่มแสดงอาการ แม้จะดูเป็นอาการธรรมดาอย่าง “การซึมลง ไม่ร่าเริงเหมือนแต่ก่อน” ก็อาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายอย่างโรคลิวคีเมียแมวได้ จึงควรให้น้องได้อยู่ในการดูแลของคุณหมออย่างเร็วที่สุดเพื่อช่วยยืดอายุของน้องแมวให้อยู่กับเราไปนาน ๆ
การตรวจและการวินิจฉัยโรคลิวคีเมียแมว
ปัจจุบันเราสามารถพาน้องแมวไปโรงพยาบาลสัตว์เพื่อตรวจลิวคีเมียแมวได้ง่ายๆ ด้วยการเจาะเลือดเพื่อทดสอบด้วย ชุดตรวจ โปรแกรมตรวจ FeLV และ FIV แมว ซึ่งใช้เวลาไม่นานก็ทราบผลได้ทันที
ช่วงเวลาที่ควรพาน้องแมวมาตรวจ:
ควรตรวจอย่างน้อย 2 ครั้ง ห่างกัน 6 สัปดาห์ เพื่อให้แน่ใจว่าน้องปลอดเชื้อก่อนให้น้องไปอยู่ร่วมกับน้องแมวเจ้าบ้าน
ก่อนรับวัคซีน: ต้องตรวจเพื่อให้มั่นใจว่าน้องไม่มีเชื้อในร่างกายก่อนเริ่มโปรแกรมวัคซีน FeLV
กลุ่มเสี่ยงและแมวที่ป่วย: หากน้องมีอาการของโรค หรือมีความเสี่ยงจากการไปสัมผัสแมวนอกบ้าน ควรตรวจวินิจฉัยโรค
นอกจากนี้การตรวจโรคยังสามารถทำควบคู่ไปกับการตรวจสุขภาพแมวประจำปีเพื่อประเมินความสมบูรณ์ของร่างกายและคัดกรองโรคทางระบบตั้งแต่เนิ่น ๆ การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรกมีประโยชน์อย่างมากในการวางแผนการรักษา หากทราบผลเร็ว คุณหมอจะสามารถวางแผนจัดการโรคได้อย่างทันท่วงที ช่วยชะลอความรุนแรง และยืดอายุให้น้องแมวอยู่กับเราได้ยาวนานขึ้น
ทั้งนี้โรงพยาบาลสัตว์พญาไท 7 มีบริการตรวจ FeLV ด้วยเครื่องมือมาตรฐาน พร้อมคำแนะนำจากสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สามารถทำการนัดหมายได้เลย
การรักษาและการดูแลแมวที่เป็นลิวคีเมีย
“ลิวคีเมียแมว รักษาได้ไหม?” เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่ต้องบอกว่า ถ้าน้องแมวติดเชื้อ FeLV เข้าสู่กระแสเลือดแล้ว ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาลิวคีเมียแมว หรือการรักษาใดที่ทำให้เชื้อ FeLV หายขาดจากร่างกายได้โดยตรง เป้าหมายหลักของการรักษาจึงอยู่ที่การประคับประคองอาการ เพื่อให้น้องแมวมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด
เลี้ยงระบบปิด 100%: เพื่อป้องกันไม่ให้น้องแมวติดเชื้อเพิ่มจากภายนอก และป้องกันไม่ให้แมวของเราไปแพร่กระจายเชื้อ
ควบคุมการติดเชื้อ หากพบการติดเชื้อ พิจารณาให้ยาปฏิชีวนะตามที่คุณหมอสั่งจ่าย
รักษาตามอาการ หากพบภาวะแทรกซ้อนที่มาจากโรค เช่น การติดเชื้อ โลหิตจาง หรือโรคมะเร็ง
โภชนาการครบถ้วน ให้น้องแมวได้รับโภชนาการที่ครบถ้วนและสมดุลทุกวัน
สิ่งแวดล้อมที่ดี รักษาสิ่งแวดล้อมให้สะอาดอยู่เสมอ และทำสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้น้องแมวไม่เครียด
เนื่องด้วยระดับของโรคในน้องแมวแต่ละตัวที่อาจแตกต่างกัน ดังนั้นแนวทางการรักษาจึงแตกต่างกันเช่นกัน โดยคุณหมอจะพิจารณาอาการในแต่ละครั้งที่มาตามนัดและปรับแผนการรักษาอย่างเหมาะสม และหากน้องแมวได้รับการดูแลจากคุณหมออย่างใกล้ชิดก็จะช่วยยืดอายุของน้องแมวให้อยู่ด้วยกันไปได้อีกหลายปี
ป้องกันลิวคีเมียแมวได้อย่างไร
“ลิวคีเมียแมว ป้องกันได้ไหม” การป้องกันไม่ให้แมวติดเชื้อ FeLV ที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการสร้างภูมิคุ้มกันผ่านการฉีดวัคซีน โดยวัคซีนลิวคีเมียแมวถือเป็น "วัคซีนหลัก" โดยเฉพาะในแมวที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปีทุกตัว และแมวโตที่มีความเสี่ยง ป้องกันไว้ก่อนดีกว่ารักษา จองคิวฉีดวัคซีนลิวคีเมียแมวได้ที่โรงพยาบาลสัตว์พญาไท 7 ได้เลย ทุกสาขา โดยมีแนวทางการฉีดวัคซีนดังนี้
วัคซีนเข็มแรกที่อายุ 14 สัปดาห์ แนะนำให้วัคซีน 2 ครั้ง ห่างกัน 4 สัปดาห์
จากนั้นแนะนำให้กระตุ้นวัคซีนซ้ำที่ 1 ปี หลังจากการฉีดวัคซีนครั้งสุดท้ายในช่วงปีแรก จากนั้นกระตุ้นซ้ำทุกปีในน้องแมวกลุ่มเสี่ยง
ควรตรวจหาเชื้อก่อนทำวัคซีนเสมอ: เพราะหากน้องมีเชื้ออยู่แล้ว วัคซีนจะไม่สามารถรักษาหรือลดความรุนแรงของโรคได้ จึงไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนอีกต่อไป
นอกจากนี้ยังมีแนวทางป้องกันอื่น ๆ เช่น
ตรวจคัดกรองน้องแมวใหม่ก่อนเลี้ยงรวม โดยควรตรวจให้ครบทุกตัว และทุกครั้งที่มีสมาชิกใหม่
แยกเลี้ยงน้องแมวที่เป็นโรคลิวคีเมียแมวออกจากน้องแมวปกติ แยกข้าวของเครื่องใช้ออกจากกันทั้งหมด
หลีกเลี่ยงการสัมผัสแมวที่ไม่คุ้นเคย รวมถึงการพาน้องแมวออกไปในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับแมวที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบ
แมวเป็นลิวคีเมียอยู่ได้นานไหม?
ต้องบอกว่าการตรวจพบเชื้อ FeLV ไม่ใช่จุดจบ แต่คือการเดินทางใหม่ที่น้องแมว เจ้าของ และสัตวแพทย์ต้องวางแผนไปร่วมกัน น้องแมวที่ติดเชื้อจำนวนมากยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเป็นระยะเวลานาน แม้จะมีการศึกษาบ่งชี้ว่าค่าเฉลี่ยระยะเวลารอดชีวิต (Median Survival Time) หลังตรวจพบเชื้ออยู่ที่ประมาณ 2.5 ปี แต่ในความจริง น้องแมวมีโอกาส อยู่ได้นานกว่านั้น ในกรณีที่ภูมิคุ้มกันต่อสู้กับเชื้อได้ดี ซึ่งเหล่านี้มาจากการดูแลใส่ใจจากครอบครัว ทั้งอาหารการกิน สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม รวมไปถึงความรักจากเจ้าของ
กุญแจสำคัญในการจัดการโรคคือการเฝ้าระวังความเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด การสังเกตสัญญาณเพียงเล็กน้อยและเข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างทันท่วงที จะช่วยให้การจัดการโรคมีประสิทธิภาพและช่วยให้น้องแมวมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน
ควรพาแมวไปพบสัตวแพทย์เมื่อไหร่
อย่ารอจนอาการหนัก หากพบสัญญาณเตือนเหล่านี้ ควรรีบพาน้องไปหาหมอ
ซึม ไม่ร่าเริงเหมือนปกติ
กินอาหารน้อยลง หรือมีน้ำหนักลดผิดปกติ
สีเหงือกและเยื่อเมือกซีด
มีไข้
มีแผลในปาก หรือพบเหงือกอักเสบ
สัมผัสใกล้ชิดแมวที่เป็นโรคลิวคีเมียแมว
นอกจากนี้การตรวจสุขภาพแมวประจำปีอย่างน้อยปีละ 1–2 ครั้ง เป็นวิธีที่ช่วยคัดกรองโรคได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่เพียงแค่สำหรับโรคลิวคีเมียแมวเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ตรวจพบโรคทางระบบอื่น ๆ ได้เร็ว และเพิ่มโอกาสในการรักษาที่ทันท่วงที
ลิวคีเมีย ภัยร้ายที่ห้ามมองข้าม
ลิวคีเมียแมวอาจเป็นโรคที่เจ้าของรู้สึกว่าน่ากลัวและรักษาไม่หายขาด แต่หากเราหมั่นสังเกตอาการ และให้ความสำคัญกับการ "ป้องกันด้วยวัคซีนลิวคีเมียแมว" ตั้งแต่แรกเริ่ม เราจะสามารถสร้างเกราะคุ้มกันที่แข็งแรงให้กับน้องแมวได้ รวมไปถึงการดูแลที่เอาใจใส่ สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และการปรึกษาสัตวแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ล้วนเป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่เราจะมอบให้กับน้องแมวที่เรารัก
ป้องกันก่อนสายเกินไป พาแมวไปตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนป้องกันลิวคีเมียแมวได้ที่โรงพยาบาลสัตว์พญาไท 7 เพื่อให้น้องมีสุขภาพดีและอยู่กับคุณไปอีกนาน
เอกสารอ้างอิง
สมาคมสัตวแพทย์ผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์แห่งประเทศไทย. “โปรแกรมการให้วัคซีนสำหรับสุนัขที่เลี้ยงในประเทศไทย.” VPAT Thailand, 12 มิถุนายน 2567, www.vpatthailand.org/media/default/5394/2024%20VPAT%20Vaccination%20Guidelines.pdf. เข้าถึงเมื่อ 12 กุมภาพันธ์. 2569.
Cornell University College of Veterinary Medicine . “Feline Leukemia Virus.” Cornell University College of Veterinary Medicine, 2023, www.vet.cornell.edu/departments/cornell-feline-health-center/health-information/feline-health-topics/feline-leukemia-virus. Accessed 12 Feb. 2026.
European Advisory Board for Cat Diseases. “GUIDELINE for Feline Leukaemia Virus Infection.” ABCD Cats & Vets, 1 Jan. 2009, www.abcdcatsvets.org/guideline-for-feline-leukaemia-virus-infection/. Accessed 12 Feb. 2026.
iCatCare. “Feline Leukaemia Virus (FeLV).” Icatcare.org, 19 June 2024, icatcare.org/articles/feline-leukaemia-virus-felv. Accessed 12 Feb. 2026.


