ไรหูแมว คืออะไร ? เช็กสาเหตุ อาการ วิธีรักษา และป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
- phyathai7 pet care
- Jun 29
- 2 min read

ไรหูแมว คือปรสิตขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในช่องหูของน้องแมว เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้แมวเกิดอาการคันหู อาการที่หลายคนมักสังเกตเห็นมักเป็นพฤติกรรมที่ผิดแปลกไป เช่น เกาหูบ่อยครั้ง และเมื่อสังเกตเข้าไปในช่องหูจะพบขี้หูแมวสีดำเหมือนกากกาแฟอยู่ภายใน ซึ่งโรคนี้สามารถติดต่อระหว่างกันในแมวได้ง่ายมาก โดยเฉพาะในลูกแมวหรือแมวที่อยู่รวมกันหลายๆ ตัว และไม่ได้ป้องกันปรสิตอย่างต่อเนื่อง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจลุกลามจนเกิดภาวะช่องหูอักเสบรุนแรง หรือติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้ การรักษาที่ถูกต้องควรทำโดยสัตวแพทย์เพื่อเลือกใช้ยาให้เหมาะกับภาวะโรคทีน้องแมวเป็น
การเห็นเจ้าเหมียวตัวโปรดนั่งเกาหูทั้งวัน หรือสะบัดหูไปมา ไม่ใช่เรื่องที่ควรละเลย เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรค ไรหูแมว ปัญหาสุขภาพยอดฮิตที่ทาสแมวต้องเจอ ในบทความนี้เราจะพาไปเจาะลึกว่า ไรหูแมว คืออะไร มีวิธีเช็กอาการด้วยตัวเองอย่างไร สาเหตุเกิดจากอะไร และที่สำคัญคือ ไรหูแมว รักษายังไง ให้หายขาด ไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก
ไรหูแมวคืออะไร ?
ไรหูแมว (Otodectes cynotis) คือ ปรสิตในช่องหูของแมว มีขนาดเล็กมากจนเกือบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า มีลักษณะตัวกลมสีขาวขุ่น ชอบอาศัยและขยายพันธุ์อยู่ในช่องหูของแมว โดยการกินเศษผิวหนังและน้ำมันในหูเป็นอาหาร ซึ่งก่อให้เกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรง นำไปสู่การอักเสบและติดเชื้อในที่สุด
สาเหตุหลักของการติดไรหูแมว
การติดต่อจากแมวตัวอื่น: เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด โดยไรหูสามารถติดต่อจากแมวตัวหนึ่งไปยังแมวอีกตัวได้ผ่านการสัมผัสใกล้ชิด การนอนด้วยกัน หรือใช้ของใช้ร่วมกัน
สภาพแวดล้อมไม่สะอาด: ไรหูมักอาศัยอยู่ภายในช่องหูของแมวเป็นหลัก แต่ก็สามารถพบอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้เช่นกัน โดยเฉพาะบริเวณซอกหลืบที่มีอากาศเย็นและความชื้น เช่น ที่นอนหรือพรม เป็นต้น
ภูมิคุ้มกันต่ำ: พบมากในลูกแมวที่ระบบภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงพอ ทำให้ไรขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว
การเลี้ยงแมวรวมกันหลายตัว: ยิ่งจำนวนแมวมาก ความเสี่ยงที่ไรหูแมวติดต่อแมวตัวอื่นก็ยิ่งสูงขึ้น เพราะโอกาสแพร่กระจายของปรสิตมีตลอดเวลา
ดังนั้น หากคุณเพิ่งรับน้องแมวตัวใหม่เข้าบ้าน แนะนำให้พามาตรวจหูอย่างละเอียดโดยสัตวแพทย์ที่ โรงพยาบาลสัตว์พญาไท 7 เพื่อคัดกรองโรคและป้องกันการแพร่เชื้อไปยังแมวตัวเดิมในบ้าน
อาการของไรหูแมว

เมื่อน้องแมวติดไรหู ร่างกายจะแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ความระคายเคืองออกมา เจ้าของสามารถสังเกตอาการของการติดไรหูแมว ได้ดังนี้:
1. แมวเกาหูแรงๆ หรือถี่ผิดปกติ: น้องจะใช้เท้าหลังตะกุยหูบ่อยครั้ง บางตัวอาจเกาหนักจนขนรอบหูร่วงหรือเป็นแผลถลอกได้
2. แมวส่ายหัวบ่อยขึ้น: การสะบัดหัวหรือส่ายหัวบ่อย ๆ เป็นการพยายามสลัดสิ่งที่สร้างความรำคาญในช่องหูออกไป ดังนั้นการสะบัดหูของแมวจึงบ่งบอกว่ามีสิ่งผิดปกติอยู่ภายในช่องหูของน้องแมวนั่นเอง
3. แมวมีขี้หูสีดำ: นี่คือสัญญาณชัดเจนที่สุดของการติดไรหูแมว โดยไรหูแมวจะส่งผลให้ขี้หูแมวสีดำเหมือนกากกาแฟ ซึ่งเกิดจากการผสมกันของขี้หู เลือดที่แห้ง และตัวไร
4. หูมีกลิ่นเหม็น: อาการอักเสบภายในช่องหูและการสะสมของขี้หูส่งผลให้เชื้อโรคเจริญเติบโต และเกิดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ได้
5. หูแดงและบวม: หากพลิกดูด้านในใบหู จะพบว่าใบหูมีเนื้อเยื่อสีแดงก่ำและอุ่น ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากการอักเสบภายในช่องหู
ไรหูแมวอันตรายไหม ? ต้องรีบรักษาหรือเปล่า ?
เจ้าของหลายคนมักสงสัยว่า ไรในหูแมว อันตรายไหม คำตอบคือ แม้จะไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ “ไม่ควรปล่อยไว้” โดยเด็ดขาด เพราะหากปล่อยให้ไรอาศัยอยู่เป็นเวลานานจะทำให้อาการอักเสบภายในช่องหูรุนแรงขึ้นและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ดังนี้
หูอักเสบเรื้อรัง: การอักเสบส่งผลให้ผนังช่องหูหนาตัวขึ้นจนช่องหูตีบตัน และอาจลุกลามจากหูชั้นนอกเข้าสู่หูชั้นใน ซึ่งส่งผลต่อระบบประสาทภายในได้
การติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อยีสต์: เมื่อหูอักเสบ สภาพแวดล้อมภายในช่องหูจะกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อชั้นดี ส่งผลให้เชื้อแบคทีเรียและยีสต์เติบโตภายในช่องหูง่ายขึ้น
แก้วหูทะลุ: ในรายที่รุนแรง จนเกิดการติดเชื้อลุกลามเข้าสู่ชั้นแก้วหูจะส่งผลให้ระบบการทรงตัวและการได้ยินของน้องแมวผิดปกติไป
เส้นเลือดฝอยที่ใบหูแตก: การที่แมวสะบัดหัวบ่อยๆ หรือเกาแรง ๆ อาจส่งผลให้เส้นเลือดฝอยที่ใบหูแตก ทำให้หูบวมเป่งเป็นถุงเลือด (หูพอง) ซึ่งก่อให้เกิดความเจ็บปวดเป็นอย่างมาก
ไรหูแมวแบบไหนควรรีบไปหาหมอ ?
หากพบสัญญาณเหล่านี้ นั่นแปลว่าอาการเข้าขั้นวิกฤต ควรรีบพาน้องแมวไปพบสัตวแพทย์ทันที
แมวคันหูไม่หยุด และเริ่มมีแผลสดรอบใบหูหรือภายในหู
มีหนองหรือเลือดไหลออกจากช่องหู
แมวเริ่มมีอาการซึม เบื่ออาหาร หรือมีไข้
เริ่มมีอาการหัวเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งบ่งบอกแสดงว่าการอักเสบลามไปถึงหูชั้นกลางหรือชั้นในแล้ว
กลิ่นเหม็นรุนแรงจนโชยออกมาจากช่องหู
หากน้องแมวเริ่มมีพฤติกรรมเกาหูผิดปกติ อย่าปล่อยให้เรื้อรัง แนะนำให้เข้าตรวจที่โรงพยาบาลสัตว์พญาไท 7 เพื่อวินิจฉัยและรักษาให้ทันท่วงที
ตารางเปรียบเทียบ “อาการปกติ vs อาการอันตราย”
ปัจจัย | อาการปกติของแมวทั่วไป | อาการอันตรายที่สงสัยว่าเป็นไรหู |
การเกาหู | เกานาน ๆ ครั้งตามปกติ | แมวเกาหูแรงๆ และถี่ตลอดทั้งวัน |
ลักษณะขี้หู | สีเหลืองอ่อนหรือน้ำตาลอ่อน ปริมาณน้อย | แมวมีขี้หูสีดำ หนาแน่น คล้ายกากกาแฟ |
พฤติกรรม | ร่าเริง กินอาหารได้ปกติ | ส่ายหัวบ่อย เดินคอเอียง หรือดูหงุดหงิด |
กลิ่นภายในหู | ไม่มีกลิ่น | มีกลิ่นเหม็นอับหรือกลิ่นเน่า |
สภาพใบหู | สีชมพูอ่อน เรียบเนียน | แดงจัด มีแผลขีดข่วน หรือบวมหนา |
วิธีรักษาโรคไรหูแมว
การรักษาไรหูต้องอาศัยความต่อเนื่อง เพราะวงจรชีวิตของไรหูยาวประมาณ 3 สัปดาห์ การรักษาจึงต้องครอบคลุมทุกระยะของตัวไร
1. การดูแลเบื้องต้นจากที่บ้าน
ทำความสะอาดหูแมว: ใช้น้ำยาเช็ดหูสำหรับสัตว์เลี้ยงหยดลงในช่องหู นวดคลึงที่ฐานหูเบา ๆ แล้วใช้สำลีเช็ดขี้หูที่หลุดออกมาออก ห้ามใช้คอตตอนบัดปั่นลึกเกินไปเพราะจะยิ่งดันขี้หูลงไปลึกกว่าเดิม
2. การตรวจและรักษาโดยสัตวแพทย์

การพาน้องแมวไปพบสัตวแพทย์เป็นวิธีที่แนะนำมากที่สุดเพราะจะช่วยให้ทราบแน่ชัดว่าแมวคันหู เกิดจากอะไร กันแน่ เพราะอาการคันหูสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น แบคทีเรีย ยีสต์ ไรหู
การตรวจด้วย Otoscope: ส่องกล้องดูในช่องหูเพื่อหาตัวไรที่เคลื่อนไหวอยู่หรือสิ่งผิดปกติภายในช่องหู
การเก็บตัวอย่างและส่องกล้องจุลทรรศน์: คุณหมอจะเก็บตัวอย่างจากขี้หูไปส่องกล้องจุลทรรศน์เพื่อยืนยันสิ่งผิดปกติที่พบในขี้หู
การให้ยาเฉพาะทาง: ปัจจุบันมี วิธีรักษาไรหูแมว ที่สะดวกขึ้น เช่น ยาหยดหลังคอ (Spot-on) ที่สามารถกำจัดไรหูและปรสิตที่พบบ่อยในแมวได้ครอบคลุมและยาวนาน
รักษาโรคแทรกซ้อน: หากช่องหูมีการอักเสบรุนแรงและมีการติดเชื้อแทรกซ้อน สัตวแพทย์จะมีการจ่ายยาหยอดหูแมว ยาปฏิชีวนะ หรือยาลดบวมร่วมด้วย
รักษาไรในหูแมวอย่างไรให้มีประสิทธิภาพและหยอดหูแมวต้องทำยังไงให้ได้ผลที่สุด ? คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญถือเป็นหัวใจสำคัญ หากน้องแมวมีความเสี่ยงหรือกำลังคันจากไรในหูแนะนำให้ตรวจโดยสัตวแพทย์ที่โรงพยาบาลสัตว์พญาไท 7 เพื่อวางแผนการรักษาที่ถูกต้องและถูกวิธี
วิธีป้องกันไรหูแมว ดูแลยังไงไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ ?
การรักษาหายแล้วไม่ได้แปลว่าจะไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก เพื่อหลีกเลี่ยงการกลับมาติดไรในหูซ้ำ ทาสแมวควรปฏิบัติดังนี้:
1. หมั่นสังเกตหูของน้องแมวเป็นประจำ: หากเห็นเริ่มมีจุดดำ ๆ ให้รีบทำความสะอาดทันที
2. ทำความสะอาดหูอย่างเหมาะสม: อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ด้วยน้ำยาที่ได้มาตรฐาน และสัตวแพทย์แนะนำ
3. แยกแมวป่วยออกจากกลุ่ม: เนื่องจากไรในหูติดต่อกันได้ง่าย ควรแยกแมวที่มีอาการคันหูออกจากฝูงจนกว่าจะหายดี
4. ป้องกันด้วยยาหยดหลัง: ปรึกษาสัตวแพทย์เรื่องการใช้ยาป้องกันปรสิตภายนอก ซึ่งออกฤทธิ์ครอบคลุมไรในหู และใช้ยาป้องกันปรสิตเป็นประจำทุกเดือน
5. ดูแลสิ่งแวดล้อม: ดูแลความสะอาด และซักที่นอนแมว ทำความสะอาดบ้าน เพื่อกำจัดไรที่อาจตกอยู่ตามพื้นเป็นประจำ
6. อย่าซื้อยาหยอดหูเอง: การใช้ยาไม่ตรงกับสาเหตุอาจทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาหรือหูอักเสบรุนแรงกว่าเดิมได้
หากคุณกำลังกังวลว่าน้องเหมียวจะกลับมาเป็นซ้ำ แนะนำพามาตรวจสุขภาพหูประจำปีที่ โรงพยาบาลสัตว์พญาไท 7 เพื่อประเมินสภาพช่องหูและรับคำแนะนำในการป้องกันจากสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ไรหูแมวไม่ใช่เรื่องเล็ก รู้ทันอาการ รักษาไว หายได้
กล่าวโดยสรุป ไรหูแมว เป็นปัญหาที่ดูเหมือนเล็กน้อยแต่สร้างความรำคาญและเจ็บปวดให้กับน้องแมวเป็นอย่างมาก หากเจ้าของสังเกตเห็นอาการ แมวมีขี้หูสีดำ หรือ แมวส่ายหัวบ่อย ควรรีบพามารับการตรวจวินิจฉัยโดยสัตวแพทย์ และเริ่มต้นการรักษาที่ถูกต้องในทันทีเพื่อประสิทธิภาพการรักษาที่ดีที่สุด
สรุปสิ่งที่ทาสแมวต้องจำ:
ไรหูติดต่อกันได้ง่ายมากในกลุ่มแมว
ขี้หูดำเหมือนกากกาแฟคือสัญญาณเตือนที่เด่นชัดที่สุด
การหยดยาป้องกันปรสิตและไรหูเป็นประจำคือวิธีป้องกันที่ดีที่สุด
หากน้องแมวของคุณมีอาการเกาหูไม่หยุด หรือไม่แน่ใจว่าน้องแมวกำลังทุกข์ทรมานจากไรในหูอยู่หรือเปล่า แนะนำให้พามาปรึกษาสัตวแพทย์ที่โรงพยาบาลสัตว์พญาไท 7 เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคไรหูแมว (FAQ)
Q: ไรหูแมวคืออะไร ?
A: คือปรสิตขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในช่องหู คอยกินเศษผิวหนังและน้ำมันในช่องหู ทำให้ช่องหูเกิดอาการระคายเคืองและอักเสบ
Q: ไรหูแมว อาการเป็นอย่างไร ?
A: น้องแมวจะคันหูอย่างรุนแรง เกาหูบ่อย ส่ายหัว และมีขี้หูสีดำเข้มคล้ายกากกาแฟจำนวนมาก
Q: ไรหูแมวอันตรายไหม ?
A: ไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ทำให้น้องแมวทรมาน และหากไม่รักษาอาจทำให้หูอักเสบ ติดเชื้อรุนแรง หรือแก้วหูทะลุได้
Q: ไรหูแมวติดต่อแมวตัวอื่นไหม ?
A: ไรหูแมวติดต่อแมวตัวอื่น และติดกันได้ง่ายมากเพียงแค่การสัมผัสใกล้ชิด
Q: ไรหูแมว ติดต่อคนไหม ?
A: โดยทั่วไปไรหูแมวไม่ติดต่อมาสู่คน แต่อาจทำให้เกิดการระคายเคืองในกลุ่มเด็ก หรือคนที่ผิวแพ้ง่ายได้
Q: ไรหูแมวหายเองได้ไหม ?
A: ไม่สามารถหายเองได้ แถมยังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว หากพบน้องแมวป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากสัตวแพทย์เพื่อรับยาหยอดหูแมวที่เหมาะสม
Q: แมวแบบไหนควรพาไปหาหมอทันที?
A: แมวที่มีอาการคัน เกาหูบ่อย หรือเกาจนหูเป็นแผล มีเลือดหรือหนองไหล เดินคอเอียง หรือสะบัดหัวจนใบหูบวมผิดปกติ
ตรวจบทความโดย
สพ.ญ.ภัทรภร เวชสุรักษ์ (หมอแพรว)
ศูนย์ผิวหนัง Dermatology Center






Comments