top of page

8 โรคมะเร็งในสุนัขที่พบบ่อย พร้อมอาการและสัญญาณเตือนที่เจ้าของต้องรู้

Writer: phyathai7 pet care
phyathai7 pet care
2 hours ago
2 min read
สุนัขโกลเดนรีทรีฟเวอร์นอนซึม อาจเป็นสัญญาณเตือนโรคมะเร็ง

มะเร็งในสุนัข สามารถเกิดขึ้นได้ในหลายอวัยวะ ตั้งแต่เต้านม หลอดเลือด กระดูก ไปจนถึงอวัยวะภายใน โดย อาการมะเร็งในสุนัข จะมีความแตกต่างกันไปตามชนิดและตำแหน่งของโรค เจ้าของจึงควรสังเกตความผิดปกติ เช่น มีก้อนเนื้อที่โตขึ้น น้ำหนักลด เบื่ออาหาร มีแผลที่ไม่ยอมหาย หรือพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไป โดยควรพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหากพบอาการที่น่าสงสัย เพราะเมื่อ สุนัขเป็นมะเร็ง การรู้เท่าทันและตรวจพบได้เร็ว จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาได้มากที่สุด ดังนั้น การทำความเข้าใจว่า มะเร็งในสุนัข อาการ เป็นอย่างไร และชนิดที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง จึงเป็นสิ่งที่คนรักสุนัขทุกคนไม่ควรมองข้าม


มะเร็งในสุนัขคืออะไร และมีสัญญาณเตือนอะไรบ้าง?


มะเร็งสุนัข เกิดจากการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์ที่ผิดปกติจนร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายส่วนของร่างกาย และอาการที่แสดงออกมาจะแตกต่างกันตามชนิดและตำแหน่งของโรค ทั้งนี้ เนื้องอก (Tumor) กับมะเร็ง (Cancer) ไม่ได้หมายถึงสิ่งเดียวกันเสมอไป ก้อนเนื้อธรรมดากับมะเร็ง มีความแตกต่างกัน โดย เนื้องอกในสุนัข สามารถแบ่งออกได้เป็น เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง (Benign) ที่โตอยู่กับที่และมักไม่แพร่กระจาย และ เนื้องอกชนิดร้ายแรง (Malignant) ซึ่งก็คือมะเร็งที่สามารถลุกลามไปยังเนื้อเยื่อใกล้เคียงและอวัยวะอื่น ๆ ได้ ดังนั้น เจ้าของจึงไม่ควรวินิจฉัยจากลักษณะก้อนด้วยตาเปล่าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการตรวจที่โรงพยาบาลเพื่อความแม่นยำ


สุนัขนอนซึมข้างชามอาหารและมีอาการเบื่ออาหาร

สัญญาณเตือนทั่วไปที่เจ้าของควรสังเกต


  • สุนัขมีก้อนเนื้อ เกิดขึ้นตามร่างกาย หรือก้อนเนื้อเดิมมีขนาดเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

  • สุนัขน้ำหนักลด ลงอย่างเห็นได้ชัดโดยไม่ทราบสาเหตุ

  • สุนัขเบื่ออาหาร ปฏิเสธอาหารที่เคยชอบ หรือกินอาหารน้อยลงกว่าปกติ

  • สุนัขซึม อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่ร่าเริง หรือกิจกรรมในชีวิตประจำวันลดลง

  • สุนัขมีแผลเรื้อรัง หรือมีแผลที่ไม่หายตามระยะเวลาอันควร

  • มีเลือดออกหรือมีสารคัดหลั่งผิดปกติตามช่องทางต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น จมูก ปาก ทวารหนัก

  • พบการกินอาหาร การกลืนอาหาร หรือการหายใจลำบาก

  • พบการอาเจียนหรือถ่ายเหลวไม่หยุด

  • พบช่องท้องขยายใหญ่

  • เดินกะเผลก มีอาการเจ็บปวด หรือเคลื่อนไหวร่างกายผิดปกติ


8 โรคมะเร็งในสุนัขที่พบบ่อย มีอะไรบ้าง?


1. มะเร็งเต้านมในสุนัข (Mammary Tumor)


มะเร็งเต้านมในสุนัขเกิดจากความผิดปกติของเนื้อเยื่อเต้านม มักพบในสุนัขเพศเมียที่ไม่ได้ทำหมัน หรือทำหมันช้า โดยก้อนเนื้อที่เต้านมมีแนวโน้มเป็นเนื้อร้ายประมาณ 50% ซึ่งการพาสุนัขไปทำหมันก่อนการเป็นสัดครั้งแรกจะช่วยลดความเสี่ยงลงได้อย่างมาก เจ้าของมักสังเกตพบว่าสุนัขมีก้อนใต้ผิวหนังบริเวณหน้าท้องหรือเต้านม หรือมีแผลแตกเลือดออก สัตวแพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นด้วยการเจาะเซลล์ก้อนเนื้อ และทำการ เอกซเรย์สุนัขเพื่อดูการแพร่กระจายไปที่ปอด การรักษามะเร็งในสุนัขชนิดนี้มักใช้วิธีผ่าตัดเนื้องอกสุนัขและเต้านมออก โดยอาจพิจารณาทำหมันร่วมด้วย


2. มะเร็งกระดูกในสุนัข (Osteosarcoma) 


มะเร็งชนิดนี้มักเกิดบริเวณกระดูกขา มีความรุนแรงสูง ลุกลามไว และกว่า 90% มักพบว่า มะเร็งแพร่กระจายในสุนัขไปที่ปอดแล้วตั้งแต่เริ่มแสดงอาการ สุนัขจะแสดงอาการเดินกะเผลก ไม่อยากลุกเดิน และมักคลำพบก้อนบวมแข็งบริเวณกระดูก โดยหากสุนัขมีอาการดังกล่าว ควรรีบพบสัตวแพทย์ทันที การวินิจฉัยจะใช้การเอกซเรย์เพื่อประเมินความเสียหายของกระดูกและการแพร่กระจาย โดยการรักษาหลักคือการผ่าตัด (เช่น การตัดขาข้างที่พบมะเร็ง) ร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดเพื่อควบคุมโรค


3. มะเร็งผิวหนังในสุนัข (Skin Cancer & Mast Cell Tumor) 


มะเร็งผิวหนังที่พบบ่อยและอันตรายคือ มะเร็งแมสต์เซลล์ (Mast Cell Tumor) ซึ่งโดยปกติจะเป็นเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน คอยหลั่งสารสื่ออักเสบเมื่อเกิดอาการอักเสบหรือการแพ้ เมื่อเป็นมะเร็งที่ควบคุมไม่ได้จึงทำให้เกิดการอักเสบ บวมแดง หรือเหนี่ยวนำให้สุนัขเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงหรือแผลในทางเดินอาหารได้ได้ อาการที่พบคือ สุนัขมักมีก้อนเนื้อตามผิวหนัง โดยลักษณะก้อนเนื้อที่พบมีความหลากหลาย อาจเป็นก้อนบวมแดง คัน ขนร่วง หรือเป็นแผล โดยอาจพบร่วมกับอาการอาเจียน หรืออุจจาระเป็นเลือดสีดำ เบื้องต้นสัตวแพทย์จะเจาะเซลล์เพื่อวินิจฉัย ทั้งตัวก้อน ต่อมน้ำเหลือง ตลอดจนตับและม้ามหากสงสัยการแพร่กระจาย โดยการรักษาเน้นการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออกให้กว้างเพียงพอเพื่อไม่ให้เหลือเซลล์มะเร็งและนำไปวินิจฉัยต่อ  และอาจต้องใช้เคมีบำบัดร่วมด้วย


4. มะเร็งหลอดเลือดในสุนัข (Hemangiosarcoma) 


มะเร็งหลอดเลือดในสุนัขเป็นมะเร็งที่รุนแรงและลุกลามเร็ว ซึ่งมีอัตราการแพร่กระจายเกือบ 100% โดยตำแหน่งที่พบบ่อยคือบริเวณตับและม้าม โดยอาการขึ้นกับตำแหน่งของมะเร็ง ในช่วงแรกสุนัขอาจแสดงอาการไม่จำเพาะ เช่น ซึม มีไข้ แต่จะทรุดลงกะทันหันเมื่อก้อนมะเร็งโตจนแตก ทำให้สูญเสียเลือดฉับพลัน จึงมีอาการอ่อนแรงฉับพลัน หายใจหอบ เหงือกซีด และอาจเสียชีวิต สัตวแพทย์จะใช้วิธีอัลตราซาวด์สุนัขเพื่อค้นหาการแพร่กระจายและประเมินภาวะเลือดออกในช่องท้อง ร่วมกับการเอกซเรย์ การรักษาหลักคือการผ่าตัดม้ามออก/ตัดก้อนเนื้อที่ตับและทำการวินิจฉัยชิ้นเนื้อต่อ และทำเคมีบำบัดเพื่อชะลอการแพร่กระจาย


5. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma)


มะเร็งต่อมน้ำเหลืองในสุนัข จัดเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุดในสุนัข โดยพบได้มากถึง 20% ของมะเร็งทั้งหมด ถือเป็นโรคที่มักแพร่กระจายและส่งผลกระทบไปทั่วร่างกาย เจ้าของมักสังเกตพบภาวะต่อมน้ำเหลืองโตในสุนัข โดยคลำเจอก้อนบวมแข็งบริเวณใต้ขากรรไกร ด้านหน้าหัวไหล่ หรือหลังเข่า ในบางเคสที่ก้อนมะเร็งโตที่ช่องอกหรือช่องท้องมักพบอาการหายใจลำบาก อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย สัตวแพทย์จะวินิจฉัยโดยการเจาะเซลล์หรือตัดต่อมน้ำเหลืองไปตรวจ ร่วมกับการทำอัลตราซาวด์สุนัข เอกซเรย์สุนัข หรือซีทีสแกน/เอ็มอาร์ไอ เพื่อประเมินการแพร่กระจายของโรค การรักษามะเร็งในสุนัขชนิดนี้มักใช้เคมีบำบัดสุนัข เพื่อควบคุมการลุกลามของโรค และอาจพิจารณาร่วมกับการทำรังสีรักษา


6. มะเร็งช่องปากในสุนัข (Oral Cancer) 


มะเร็งช่องปากที่พบบ่อยคือ มะเร็งเมลาโนมา (Melanoma) ซึ่งมักพบในสุนัขที่มีลิ้นและเหงือกสีดำ แต่อย่างไรก็ดีในสุนัขบางตัวก้อนเนื้ออาจไม่มีสีดำ ทำให้สับสนกับเนื้องอกชนิดอื่นได้ มะเร็งชนิดนี้มีโอกาสแพร่กระจายสูงถึง 80% ทำให้สุนัขเบื่ออาหาร มีเลือดปนน้ำลาย เคี้ยวอาหารลำบาก หรือพบก้อนเนื้อในช่องปาก สัตวแพทย์จะวินิจฉัยด้วยการเจาะก้อน/ต่อมน้ำเหลืองเพื่อตรวจวินิจฉัย ร่วมกับเอกซเรย์ หรือซีทีสแกน/เอ็มอาร์ไอ เพื่อวางแผนการรักษาด้วยการผ่าตัด โดยมักเน้นการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อหรือตัดขากรรไกรออก ร่วมกับการฉายรังสีรักษาและเคมีบำบัด


7. มะเร็งต่อมก้น (Anal Sac Carcinoma)


มะเร็งต่อมก้นมีต้นกำเนิดมาจากเซลล์ต่อมก้นที่ทำหน้าที่ผลิตสารคัดหลั่งที่อยู่ข้างรูก้นของสุนัข มักพบในสุนัขสูงวัย เฉลี่ยอายุที่ประมาณ 10 ปี มักลุกลามรุนแรงแบบเฉพาะที่บริเวณข้างรูทวารหนัก และอาจพบระดับแคลเซียมในเลือดสูงร่วมด้วย อาการที่เจ้าของสังเกตได้คือ สุนัขจะขับถ่ายลำบาก เบ่งอุจจาระนาน หรือคลำพบก้อนเนื้อบริเวณรอบทวารหนัก สุนัขอาจดื่มน้ำเยอะและปัสสาวะบ่อย การวินิจฉัยทำได้โดยการเจาะเซลล์/เก็บชิ้นเนื้อส่งตรวจ ตรวจระดับแคลเซียมในเลือด และเอกซเรย์ อัลตราซาวนด์ หรือซีทีสแกนเพื่อดูการลุกลาม การรักษาสามารถทำได้โดยการผ่าตัดเนื้องอกออกโดยรักษาระบบหูรูดขับถ่ายไว้ให้ได้มากที่สุด และอาจพิจารณารังสีรักษาร่วมด้วยเพื่อควบคุมโรค


8. มะเร็งสมองหรือระบบประสาทในสุนัข (Brain & Nervous System Cancer)


มะเร็งในระบบประสาทเกิดได้จากเซลล์หลายชนิดด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเซลล์ในระบบประสาทเอง เซลล์เยื่อหุ้มสมอง หรือเซลล์มะเร็งในระบบอื่น ๆ ที่ลุกลามเข้ามา โดยเมื่อเกิดการกดทับเนื้อเยื่อประสาท จะส่งผลต่ออาการที่เกิด เช่น ทำให้สุนัขมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป มีอาการชัก เดินเซ เดินวน ตาบอดกะทันหัน หรือสูญเสียการทรงตัว โดยการวินิจฉัยเนื้องอกในระบบประสาทมักอาศัยการทำเอ็มอาร์ไอจะได้ภาพที่ชัดเจนที่สุด อาจพิจารณาร่วมกับการตรวจทางเซลล์วิทยาจากน้ำไขสันหลัง การรักษามักใช้รังสีรักษา การผ่าตัดในจุดที่เข้าถึงได้ เคมีบำบัด และการรักษาแบบประคับประคองเพื่อให้สุนัขยังมีคุณภาพชีวิตที่ดี


สุนัขมีก้อนเนื้อ แปลว่าเป็นมะเร็งหรือไม่?


ไม่เสมอไป การคลำเจอก้อนในสุนัขสามารถวินิจฉัยไปได้หลายทางด้วยกัน เช่น ถุงน้ำ การบวมอักเสบ เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง ตลอดจนเนื้องอกชนิดร้ายแรง การดูหรือการคลำก้อนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ หากพบก้อนเนื้อ เจ้าของควรปฏิบัติดังนี้


  • สังเกตตำแหน่งของก้อนที่พบบนร่างกาย

  • ถ่ายรูปและวัดขนาดของก้อนเนื้อเก็บไว้เพื่อนำมาเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลง

  • สังเกตว่าก้อนนั้นโตขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาสั้น ๆ หรือไม่

  • ดูว่าพื้นผิวของก้อนมีแผล มีเลือดออก หรือสุนัขแสดงอาการเจ็บปวดเมื่อสัมผัสหรือไม่

  • ห้ามบีบ เจาะ หรือพยายามตัดก้อนเนื้อนั้นด้วยตัวเองเด็ดขาด

  • พาไปให้สัตวแพทย์ประเมินก้อนที่พบเพื่อความปลอดภัยที่สุด


สัตวแพทย์ตรวจหามะเร็งในสุนัขอย่างไร?


การวินิจฉัย ตรวจมะเร็งสุนัข ไม่สามารถอาศัยแค่อาการภายนอกหรือการคลำก้อนเนื้อเพียงอย่างเดียว สัตวแพทย์จะเลือกวิธีตรวจตามข้อมูลประวัติ อาการ ตำแหน่งที่สงสัย และสุขภาพโดยรวมของสุนัขแต่ละตัว โดยมีขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้


  • ซักประวัติและตรวจร่างกาย – ประเมินประวัติอาการ ลักษณะก้อน และความผิดปกติโดยรวม

  • ตรวจเลือดสุนัข – ประเมินสุขภาพ การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ และเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัด

  • เจาะตรวจเซลล์จากก้อนเนื้อ (Fine needle aspiration; FNA) – ใช้เข็มขนาดเล็กเจาะเก็บเซลล์จากก้อนเนื้อ เพื่อส่องกล้องจุลทรรศน์ดูความผิดปกติเบื้องต้น

  • ตรวจชิ้นเนื้อสุนัข (Biopsy/Histopathology) – การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางจุลพยาธิวิทยา เป็นวิธีที่ช่วยระบุชนิดของความผิดปกติได้อย่างแม่นยำว่าเป็นมะเร็งชนิดใด

  • การตรวจทางภาพวินิจฉัย (Imaging) – เช่น เอกซเรย์ อัลตราซาวนด์ ซีทีสแกน หรือเอ็มอาร์ไอ ใช้ประเมินตำแหน่งของก้อนเนื้อที่สงสัย การลุกลามไปยังอวัยวะอื่น รวมถึงประเมินอวัยวะภายในโดยรวม


โดยสัตวแพทย์จะทำการพิจารณาเลือกตรวจตามความเหมาะสมแต่ละกรณี ไม่จำเป็นต้องตรวจครบทุกรายการ เพราะฉะนั้น หากคลำพบก้อนหรือสังเกตเห็นอาการผิดปกติในน้องหมา สามารถพาน้องมาตรวจประเมินที่ โรงพยาบาลสัตว์พญาไท 7 เพื่อให้ทีมสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญช่วยประเมินอาการและวางแผนการจัดการอย่างเหมาะสม ตั้งแต่ประเมินเบื้องต้น วินิจฉัยด้วยเครื่องมือครบครัน ตลอดจนวางแผนการรักษาเต็มรูปแบบ


เจ้าของสามารถช่วยสังเกตและดูแลสุนัขให้ห่างไกลจากความเสี่ยงได้อย่างไร?


สุนัขตรวจสุขภาพประจำปี

มะเร็งในสุนัขมีความคล้ายกับมะเร็งในคนตรงที่เรายังไม่มีวิธีการป้องกันมะเร็งได้แบบ 100% ดังนั้นแนวทางหลักในการดูแลสุนัขให้ห่างไกลจากโรคมะเร็ง จึงเน้นไปที่ “การตรวจพบให้เร็ว” เพื่อให้สามารถจัดการได้อย่างทันท่วงที และ “ดูแลสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรง” เพื่อให้ร่างกายต่อสู้กับโรคมะเร็งได้


  • หมั่นลูบและคลำร่างกายเป็นประจำ เพื่อหาความผิดปกติตามผิวหนัง

  • สังเกตการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก ความอยากอาหาร และพฤติกรรมในแต่ละวัน

  • เปิดดูช่องปากเป็นระยะเพื่อสังเกตแผลหรือก้อนเนื้อ

  • ดูแลน้ำหนักและสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรง ให้อาหารที่มีโภชนาการครบถ้วนและสมดุล

  • พาสุนัขไปตรวจสุขภาพ ปีละ 1-2 ครั้ง หากเป็นสุนัขสูงวัย ควรตรวจอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง หรือพาไปตรวจเมื่อพบความผิดปกติ


รู้จักมะเร็งในสุนัขและสังเกตความผิดปกติให้เร็ว


มะเร็งในสุนัข สามารถเกิดได้ในหลายอวัยวะ ส่งผลถึงอาการแสดงที่แตกต่างกัน ตั้งแต่พบก้อนเนื้อ อาการเดินกะเผลก หายใจหอบ ซีด ไปจนถึงอาการซึม เบื่ออาหาร สิ่งสำคัญที่สุดคือเจ้าของไม่ควรวินิจฉัยจากอาการหรือก้อนที่พบด้วยตัวเอง หากพบความผิดปกติหรือมีอาการป่วยต่อเนื่อง ควรพาสุนัขไปตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อให้สามารถจัดการได้ทันก่อนที่มะเร็งจะลุกลาม

หากพบก้อน น้ำหนักลด เบื่ออาหาร หรือความผิดปกติที่น่าสงสัยในน้องหมา สามารถพามาตรวจประเมินที่ โรงพยาบาลสัตว์พญาไท 7 เพื่อค้นหาสาเหตุและวางแผนดูแลอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ 


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมะเร็งในสุนัข (FAQ)


Q: มะเร็งในสุนัขมีอาการอะไรบ้าง?

A: อาการมีความหลากหลายตามชนิดของมะเร็งและตำแหน่งของโรค เช่น มีก้อนเนื้อตามร่างกาย น้ำหนักลด ซึม เบื่ออาหาร มีแผลเรื้อรังไม่ยอมหาย หรืออาจแสดงอาการหอบ หายใจลำบาก ชัก ท้องกาง หรือเดินกะเผลก


Q: สุนัขมีก้อนเนื้อ แปลว่าเป็นมะเร็งไหม?

A: ไม่เสมอไป สุนัขอาจมีก้อนเนื้อที่เป็นเพียงเนื้องอกชนิดไม่รุนแรง ซีสต์ หรือการอักเสบ ที่ไม่ได้ลุกลามร้ายแรง จึงควรให้สัตวแพทย์ตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมเพื่อให้ทราบผลที่มีความแม่นยำ


Q: มะเร็งในสุนัขรักษาได้ไหม?

A: สุนัขเป็นมะเร็งรักษาได้ไหม คำตอบคือสามารถรักษา ควบคุม หรือชะลอการดำเนินไปของโรคได้ในหลายกรณี โดยเฉพาะหากตรวจพบในระยะแรก ๆ มะเร็งสุนัข รักษา ได้ด้วยวิธีการผ่าตัด เคมีบำบัด หรือรังสีรักษา ขึ้นอยู่กับชนิด ตำแหน่ง และระยะของโรค


Q: สุนัขเป็นมะเร็งอยู่ได้นานแค่ไหน?

A: ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ระยะของโรค และการตอบสนองต่อการรักษา สุนัขบางตัวอาจรักษาจนหายและมีอายุขัยได้ตามปกติ แต่หากเป็นมะเร็งชนิดที่ลุกลามเร็ว อาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานเท่า การปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาจะช่วยยืดเวลาและทำให้สุนัขมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


Q: อาการแบบไหนควรรีบพาสุนัขไปโรงพยาบาล?

A: หากสังเกตเห็น สัญญาณอันตราย เช่น หอบ หายใจลำบาก เหงือกซีด ชัก ท้องกาง หรือพบเลือดออกรุนแรง ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์ทันที 


เอกสารอ้างอิง

© 2025 by PHYATHAI 7 Group Co., Ltd

​

  • Instagram
  • TikTok
line-me.png
bottom of page